• LOGIN
  • No products in the cart.

แก่แล้ว กินโจ๊ก ข้าวต้มก็พอ?

เผอิญป้าเจอเคสที่น่าสนใจ เลยเอามาเล่าให้ฟังเป็นเกร็ดความรู้ค่ะ

ป้ามีโอกาสได้เจอเคสผู้หญิงสูงอายุชาวไทย มากับลูกสาว คุณยายเดินก้าวช้าๆ ลูกสาวก็ประคองมาด้วย ดูเป็นภาพที่น่ารักดีค่ะ คุณยายเองยังเดินได้ ไม่จำเป็นต้องใช้รถเข็นหรือไม้เท้าค้ำยัน เพียงแต่จะเดินช้าลง ลูกสาวมาปรึกษาว่า ช่วงนี้คุณยายทานอาหารได้น้อยลง น้ำหนักตัวลดเล็กน้อย และดูเหมือนว่าจะอ่อนเพลียมากขึ้น เลยพามาปรึกษานักกำหนดอาหาร

ก็เลยซักประวัติดู ปรากฎว่า มีอยู่ช่วงนึงที่คุณยายมีไข้ ก็เลยรับประทานอาหารได้น้อย กินแต่โจ๊ก ข้าวต้ม หมูหยอง ไข่เค็ม นิดหน่อย วนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้ประมาณ 1 อาทิตย์ ทำให้น้ำหนักลด แล้วดูอ่อนเพลียมากขึ้น ผ่านมา 1 อาทิตย์ ไข้หายแล้ว แต่คุณยายยังรับประทานอาหารได้ไม่ค่อยมากเท่าไหร่ แล้วดูอ่อนเพลียมากขึ้นเมื่อเทียบกับปกติ เดินก็กระฉับกระเฉงน้อยลง ลูกสาวเลยพามาตรวจที่โรงพยาบาลค่ะ

พอลองถามย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ปรากฎว่าคุณยายกินอาหารจำพวกโปรตีนน้อยลงมานานพอสมควรค่ะ ก่อนที่จะเป็นไข้ คุณยายกินข้าวต้มกับอาหารจำพวกผักต้ม แกงจืด เต้าหู้นิดหน่อย ปลานึ่งเล็กน้อย ด้วยความที่คุณยายบอกว่าเนื้อสัตว์มันเหนียวเคี้ยวยาก ลูกสาวเองก็ไม่ใช่คนที่ทำอาหาร ต้องพึ่งอาหารถุงที่มีขายตามร้าน ลูกสาวเลยเลือกซื้อแต่อาหารที่เคี้ยวง่ายๆ มาให้ และมักจะลงเอยที่ข้าวต้มกับกับข้าวจำพวกจับฉ่าย ต้มซุปแครอทมันฝรั่ง ผัดเต้าหู้ ไม่บ่อยนักที่จะมีปลานึ่งมะนาวหรือซีอิ๊ว บางทีก็โรยหมูหยองบ้าง เพราะลูกสาวเห็นว่าพอคุณแม่กินอาหารพวกนี้ได้มาก ก็เลยซื้อแต่อาหารพวกนี้มาให้

ลืมบอกไปว่า คุณยายน้ำหนักตัวยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ถึงจะสูงอายุแต่ยังค่อนข้างดีค่ะ ไม่มีเบาหวาน ไขมันไม่สูง (มาก) ความดันสูง (เล็กน้อย) โดยรวมยังถือว่าพอรับได้ค่ะ

ที่เล่ามา ก็ดูเหมือนเป็นผู้สูงอายุปกติเลยใช่มั้ยคะ ที่บ้านเราหลายๆ คนมักจะให้กินวนไปเวียนมาประมาณนี้ ดูเหมือนจะดี แต่ความจริงแล้วสิ่งที่ขาดไปคือ โปรตีนค่ะ

มีงานวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์สดๆ ร้อนๆ โดยทำการศึกษาในผู้หญิงสูงอายุ (มากกว่า 65 ปี) 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกมีภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบ (sarcopenia) และกลุ่มที่สองไม่มีภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบ เมื่อซักประวัติการกินอาหาร 3 วัน พบว่า ผู้หญิงกลุ่มที่ไม่มีภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบกินโปรตีนที่สูงกว่ากลุ่มที่มีภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบค่ะ

ปริมาณที่เป็นจุด cutpoint คือ ปริมาณประมาณ 1.2 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันค่ะ

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เหตุผลคือ การเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับความแก่ ส่วนหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อค่ะ คนเราจะมีการลดลงของกล้ามเนื้อมากขึ้นทุกๆ ปี (เรียกง่ายๆ คือกล้ามเนื้อฝ่อ) ปรากฎการณ์นี้เป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนพบเจอ แต่อัตราความเร็วของการฝ่อของแต่ละคนแตกต่างกัน สิ่งหนึ่งที่เราพบว่าเป็นปัจจัย คือ อาหาร และกิจกรรมทางกายค่ะ

เหตุผลเรื่องของอาหาร เราพบว่าการกินโปรตีนไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้สมดุลของโปรตีนในร่างกายติดลบ ร่างกายจะนำโปรตีนที่สะสมไว้ในกล้ามเนื้อมาเปลี่ยนสภาพเป็นโปรตีนชนิดอื่นใช้ในร่างกาย นั่นก็เลยทำให้กล้ามเนื้อสูญเสียโปรตีน ทำให้เกิดการฝ่อลีบขึ้นมา ร่วมกับอายุที่มากขึ้น เลยทำให้การฝ่อยิ่งเกิดขึ้นค่ะ แต่ก็ต้องบอกว่า การกินโปรตีนมากเกินความจำเป็น ก็ไม่ได้ทำให้การฝ่อลดลงนะคะ ต้อง balance ตรงจุดนี้ ไม่ใช่ว่ากินมากจะดีเสมอไปค่ะ

เหตุผลเรื่องกิจกรรมทางกาย การมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม จะทำให้กล้ามเนื้อมีการใช้งาน การที่กล้ามเนื้อมีการใช้งาน จะทำให้มีการซ่อมแซมตัวเองมากขึ้น (ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องอยู่ในสภาวะที่มีโปรตีนให้ใช้เพียงพอ) เราจะพบว่าคนที่มีกิจกรรมทางกาย อัตราการฝ่อของกล้ามเนื้อจะลดลงช้ากว่าคนที่ไม่มีกิจกรรมทางกายค่ะ

เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้ผู้สูงอายุ (โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอัตราการฝ่อของกล้ามเนื้อเร็วกว่าผู้ชาย) ชะลอการฝ่อของกล้ามเนื้อ คงความแข็งแรงให้มากที่สุด อาจจะต้องดูแลเรื่องอาหารการกินที่มากขึ้น ร่วมกับการมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมตามวัยค่ะ

อาหารอะไรที่เหมาะสมดี ก็อาหาร 5 หมู่นั่นแหละค่ะ ไม่ได้มีความแตกต่างจากอาหารของคนวัยหนุ่มสาว เพียงแต่เนื้อสัมผัสของอาหารอาจจะต้องปรับให้เข้ากับวัย อาจจะเป็นอาหารที่นุ่มลง กินข้าวต้มหรือโจ๊กก็ได้ แต่ต้องเลือกกับข้าวที่ให้สารอาหารครบถ้วนเพียงพอ มีเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ น้ำมัน ในส่วนของเนื้อสัตว์ ปลาก็เป็นเนื้อสัตว์ที่นุ่มและรับประทานได้ง่าย ถ้าเป็นเนื้อหมูหรือเนื้อไก่ ก็น่าจะเป็นแบบสับ หรือแบบตุ๋น เพื่อให้เคี้ยวได้ง่ายขึ้น หรือจะเป็นไข่ตุ๋น (สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูงมาก) วันละ 1 ฟองก็ค่อนข้างรับได้ค่ะ นมถั่วเหลืองก็เป็นอาหารอีกอย่างที่ให้โปรตีนเช่นกัน เพียงเท่านี้ก็น่าจะได้โปรตีนเพียงพอค่ะ พยายามให้มีอาหารที่มีโปรตีนด้วยทุกมื้อ ป้าก็คิดว่าน่าจะได้เพียงพอ โดยที่ไม่ต้องคำนวณค่ะ แต่ถ้าสนใจในเรื่องของตัวเลขมากขึ้น สามารถสอบถามนักกำหนดอาหารที่โรงพยาบาลใกล้บ้านท่านได้ค่ะ

กิจกรรมทางกายที่เหมาะสมตามวัย อันนี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นค่ะ การออกกำลังกายมี 3 ประเภท คือ ออกกำลังกายแบบเผาผลาญไขมัน (แอโรบิค) ออกกำลังกายแบบสร้างกล้ามเนื้อ และออกกำลังกายแบบเพิ่มความยืดหยุ่นและการทรงตัว ไม่จำเป็นเลยว่าผู้สูงอายุจะต้องนั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้านอย่างเดียว หาเวลาไปออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยทำให้สดชื่นขึ้นแล้ว ยังช่วยลดภาวะกล้ามเนื้อฝ่อได้ด้วยอย่างที่เล่าไปแล้วค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าสนใจสามารถสอบถามนักวิทยาศาสตร์การกีฬา เช่น Ez2fit หรือ Fit-D ได้เลยค่ะ

อยากให้ลองปรับทัศนคติต่อความสูงอายุดูนะคะ แล้วเราจะพบว่า การมีภาวะสูงอายุอย่างสุขภาพดี ไม่ใช่เรื่องที่ยากค่ะ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ป้องกันไว้ก่อน ดีกว่ามาแก้ไขค่ะ

แต่ทุกอย่างมีข้อยกเว้นนะคะ บรรทัดสุดท้ายต้องบอกว่า สิ่งที่แนะนำคือสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่ได้มีโรคเรื้อรังร่วมที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดอาหาร ถ้ามีโรคร่วม อันนี้ความยากจะมากขึ้น แนะนำให้ปรึกษานักกำหนดอาหารที่โรงพยาบาลค่ะ เพราะคำแนะนำคงต้องเป็นความเฉพาะตัวมากขึ้น เช่นในกรณีของโรคไต หรือโรคเบาหวานที่มีภาวะไตเสื่อม อันนี้จะต้องจำกัดโปรตีนเพื่อชะลอความเสื่อมของไตแทน ซึ่งก็ต้องอาศัยการคำนวณที่แม่นยำทีเดียวเลยค่ะ หรือในกรณีของผู้สูงอายุที่มีโรคอย่างเช่นโรคมะเร็ง แล้วทำยังไงก็รับประทานได้น้อย นักกำหนดอาหาร ก็อาจจะต้องมีการใช้อาหารทางการแพทย์เข้ามาช่วย ซึ่งตรงนี้ป้าขออนุญาตยังไม่เล่า เพราะเกินขอบเขต และคงต้องอาศัยการพูดคุยเป็นรายบุคคลค่ะ

Copyright © 2016. Whatdidsheeat?
X