• LOGIN
  • No products in the cart.

วันความดันโลหิตสูงโลก

ครั้นจะปล่อยวันนี้ให้ผ่านไปอย่างเปล่าๆ ป้าก็คงทำไม่ได้จริงๆค่ะ .

หากวันนี้ใครได้ติดตามข่าว สื่อหลายๆส่วนก็ได้นำเสนอเรื่องนี้ให้ทุกคนได้พอเห็นกันบ้างแล้ว ป้าก็ขอเป็นอีกแรงที่จะช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ให้กับทุกคนได้ทราบกันนะคะ เนื่องจากวันนี้ เป็นวันความดันโลหิตสูงโลก ป้าก็เลยนำเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆมาให้ทุกคนได้อ่านกันค่ะ

เรื่องของโรคความดันโลหิตสูง จริงๆแล้วไม่ได้เป็นเรื่องที่ไกลตัวพวกเราทุกคนเลยนะคะ ในสมัยก่อนที่จะมีการค้นพบโรคนี้ คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ก็เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ หรือไม่ก็อวัยวะภายในเกิดความเสียหายกันเสียเป็นส่วนใหญ่เลยค่ะ เพราะว่าไม่ได้หาทางแก้ไข แล้วก็ปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมกับโรคเลย จนเมื่อศตวรรษที่ 19 ได้มีการค้นพบโรคความดันโลหิตสูง และได้มีการคิดค้นวิธีการประเมิน วัดความดัน และรักษา โรคความดันโลหิตสูงก็เลยไม่ใช่โรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนมากมายเมื่อเดิมค่ะ

แต่ถึงอย่างนั้น คนส่วนใหญ่ก็ยังเป็นโรคความดันโลหิตสูงกันอยู่มาก โดยเฉพาะในช่วงปีหลังๆมานี้ อัตราส่วนของผู้เป็นโรคความดันโลหิต กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างน่าประหลาดใจเชียวค่ะ

ถามว่า ทำไมคนถึงได้เป็นโรคนี้กันง่ายขนาดนั้น สาเหตุอะไรบ้างที่นำพาให้คนเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ ? คำตอบสำหรับคำถามนี้ ป้าขออนุญาตหยิบยกเนื้อหาจากสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย (Thai Hypertension Society) มาอธิบายให้ทุกคนฟังกันนะคะ

  1. อายุ ในคนปกติ เมื่อมีอายุมากขึ้น จะเป็นปกติที่ความดันโลหิตจะสูงขึ้นอยู่แล้วค่ะ อาจจะสูงขึ้นได้มากกว่าเดิมประมาณ 10 -20 มม.ปรอท (เกณฑ์ปกติ ต้องน้อยกว่า 140/90 มม.ปรอท) ตามช่วงอายุนะคะ
  2. ช่วงเวลาที่วัด: ใน 1 วัน ความดันโลหิตก็จะขึ้นลงสลับกันไม่เท่ากันตลอดวันด้วยค่ะ เช่น ช่วงบ่าย อาจจะวัดความดันโลหิตได้สูงกว่าตอนเช้า ซึ่งเป็นสาเหตุมาจากการทำงานของร่างกายเอง หากค่าของแต่ละเวลาไม่ได้แตกต่างกันมากเกินไป ก็ไม่ต้องเป็นห่วงไปนะคะ หรือถ้าเป็นกังวล ลองปรึกษาแพทย์ดูอีกครั้งก็ได้ค่ะ
  3. จิตใจและอารมณ์: ข้อนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งเลยทีเดียวค่ะ เพราะเรื่องอารมณ์มีผลกระทบต่อความดันโลหิตได้มากเลย เมื่อเรามีความเครียดจากปัจจัยภายนอก ความดันโลหิตอาจจะสูงได้มากกว่าปกติได้ถึง 30 มม.ปรอท เลยทีเดียวค่ะ แต่เมื่อพักผ่อนให้ความเครียดลดลง ความดันโลหิตก็จะลดลงสู่ภาวะปกติได้อีกครั้งค่ะ
  4. เพศ: ถือเป็นเรื่องขำขันเล็กน้อยนะคะ หนุ่มๆจะมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้มากกว่าสาวๆค่ะ เพราะว่าผู้ชายมีสัดส่วนของร่างกายที่ใหญ่กว่า ทำให้ความดันเลือดเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยค่ะ แต่สาวๆก็ต้องไม่นิ่งนอนใจนะคะ เพราะเดี๋ยวนี้ผู้หญิงที่เป็นโรคความดันโลหิตก็พบได้ไม่น้อยเลยค่ะ
  5. พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม: ข้อนี้เป็นเหตุผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยค่ะ ใครที่มีญาติผู้ใหญ่ที่บ้านเป็นโรคความดันโลหิตสูง ตัวเองก็จะมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้มากขึ้นด้วยค่ะ สิ่งแวดล้อม สภาวะที่เคร่งเครียด ก็ทำให้มีแนวโน้มทำให้ความดันเพิ่มขึ้นได้เช่นเดียวกันกับที่กล่าวไปแล้วในข้อ 3 ค่ะ
  6. เกลือ: เป็นเรื่องที่น่าตกใจค่ะ ว่าผู้ที่ทานเกลือมาก จะมีโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้มากกว่าผู้ที่ทานเกลือน้อย ซึ่งจริงๆแล้วก็รวมไปถึงน้ำปลา ซีอิ๊ว และเครื่องปรุงรส ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่มีโซเดียมเป็นองค์ประกอบด้วยค่ะ
  7. ปัจจัยอื่นๆ เช่น สภาพภูมิศาสตร์ และเชื้อชาติ อาจพบความแตกต่างได้เล็กน้อยคล้ายกับข้อ 5 ค่ะ

ทางป้าเอง ป้าค่อนข้างที่จะเป็นห่วงในข้อ 6 ค่ะ เพราะว่าการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมเป็นองค์ประกอบนั้น ในสมัยนี้ค่อนข้างที่จะหลีกเลี่ยงได้ แต่ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรค่ะ เกณฑ์ของสำนักโภชนาการ ได้จำกัดการบริโภคโซเดียมไว้เพียงวันละ 2 กรัม (2000 มิลลิกรัม) เท่านั้นเองค่ะ และจากการสำรวจ ก็พบว่า คนไทยมีนิสัยการบริโภคที่ติดรสเค็ม จนทำให้อาจมีการบริโภคโซเดียมต่อวันสูงมากเป็นหลายเท่าตัวเลยค่ะ

อย่างที่ได้บอกไปแล้วข้างต้น ว่าการบริโภคเกลือ(และผลิตภัณฑ์อื่นๆที่มีโซเดียมด้วยนะคะ) จะส่งผลให้เป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้น การลดการบริโภคสิ่งเหล่านี้ ก็ย่อมจะทำให้โอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตลดลงได้เช่นกัน ใช่มั้ยล่ะคะ ?

ไม่ต้องมองไปทางไหนค่ะ ป้ากำลังหมายถึงทุกคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่นี่แหละ หากเราเริ่มต้นที่จะลดการบริโภคโซเดียมลง โดยลดการใช้เครื่องปรุงที่มีรสเค็ม เช่น น้ำปลา อาจจะลดลงสักครึ่งนึงจากที่ใช้อยู่ หรือบริโภคของขบเคี้ยวที่มีปริมาณผงปรุงรสให้น้อยลง ก็สามารถลดปริมาณโซเดียมที่ร่างกายจะได้รับต่อวันได้แล้ว และหากดูแลร่างกายตัวเองให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ โรคร้ายต่างๆก็ย่อมเกิดขึ้นกับเราได้น้อยลงอยู่แล้วค่ะ

ขออนุญาตทิ้งท้ายให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนกันสักหน่อย ตอนนี้มีใครกำลังพยายามลดการบริโภคโซเดียมอยู่บ้างหรือเปล่าคะ มีวิธีอย่างไรบ้าง? แล้วมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง? มาแชร์ให้ทุกคนได้ทราบกันนะคะ ใครที่กำลังหาวิธี จะได้นำวิธีที่แบ่งปันมา ไปปรับใช้ได้ด้วยค่ะ

Reference:

สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย (Thai Hypertension Society) เข้าถึงได้จาก www.thaihypertension.org/information.html

Copyright © 2016. Whatdidsheeat?
X