• LOGIN
  • No products in the cart.

3 เหตุผลดีๆ ที่ควรเลิกยุ่งกับพวกน้ำอัดลมน้ำตาล 0%

แม้น้ำอัดลมสูตรไม่ผสมน้ำตาล ฟังดูเป็นความหวังใหม่สำหรับผู้ที่ติดรสหวานสดชื่นของน้ำอัดลมได้อย่างปลอดภัยก็ตามที การเลือกดื่มน้ำอัดลมไดเอตดีในแง่ที่ควบคุมการบริโภคน้ำตาลได้ แต่ก็ไม่ควรหลงกลไปรับประทานอาหารเพิ่มขึ้นตาม หากอยากของหวานๆ ก็ให้มองหาผลไม้สดก่อนน้ำอัดลมเหล่านี้

ท่ามกลางกระแสการเอาใจใส่ในสุขภาพ ผู้ผลิตก็ได้ประดังประเดสินค้าเพื่อสุขภาพออกมามากมายอย่างที่เห็นกันในท้องตลาด หนึ่งในกลุ่มนั้นที่ออกมาเพื่อตอบสนองกิเลสผู้อยากกินของหวานๆ แต่ไม่อยากอ้วน ได้แก่ น้ำอัดลมสูตรไม่มีน้ำตาลหรือ น้ำอัดลมไดเอต (Diet soda) แม้ว่าจะมีมาก็นานแล้ว แต่ระยะหลังเรามีการศึกษาวิจัยมากมายที่เกี่ยวกับกลุ่มน้ำอัดลมไดเอตนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลที่มีต่อสุขภาพว่ามัน “ดีจริงหรือไม่” แต่ผมขอประกาศไว้เลยนะว่า ผลที่ค้นพบต้องขัดใจคุณอย่างแน่นอน

แม้น้ำอัดลมสูตรไม่ผสมน้ำตาล (แต่ใช้ความหวานเทียมแทน) จะฟังดูเป็นความหวังใหม่สำหรับผู้ที่ติดรสหวานสดชื่นของน้ำอัดลมได้อย่างปลอดภัยก็ตามที แต่โลกเราโหดร้ายกว่านั้นแยะครับ !!!

1. น้ำอัดลม แม้จะไร้น้ำตาลแต่ก็เพิ่มน้ำหนักตัวได้

รู้หรือไม่ว่ามีงานวิจัยที่ศึกษาผลของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลประเภทต่าง ๆ ที่รายงานผลทำร้ายจิตใจคนลดความอ้วน โดยที่น้ำตาลปลอมเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เรามีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงในการ “กิน” จนน้ำหนักเพิ่ม ทั้งเลือกอาหารที่พลังงานท่วมท้นและอาหารที่มีสารอาหารน้อย ๆ ครับ ยิ่งไปกว่านั้นการศึกษานี้พบว่ากลุ่มคนน้ำหนักเกินที่เลือกดื่มน้ำอัดลมไดเอตนี้กลับมีแนวโน้มที่จะกินอาหารมากกว่าคนที่เลือกบริโภคน้ำอัดลมสูตรปกติเสียอีก (เอิ้วววว ผิดคาดเลยสิ) และยังมีการศึกษาที่พบว่า ผู้ที่เลือกดื่มน้ำอัดลมไดเอต จะมีค่า BMI ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปอยู่ดีครับ

2. น้ำอัดลมชนิดไม่มีน้ำตาล รบกวนทำงานของอินซูลินได้

สมองจะมีการ “โยง” ความหวานเข้ากับพลังงานเสมอ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเราตามหลักการทางสรีรวิทยา ความหวานนี้จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งอินซูลินได้ (ทั้ง ๆ ที่ตัวมันเองไม่ใช่น้ำตาลแท้ๆนะครัชชช) การค้นพบนี้เกิดขึ้นในปี 2013 ครับโดยในผู้ที่บริโภคซูคราโลส (Sucralose) ซึ่งเป็นน้ำตาลเทียมประเภทหนึ่ง กลับมีการตอบสนองไม่แตกต่างจากการกินน้ำตาลแท้ๆเลย โดยมีระดับอินซูลินและน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น และยังต้องการงานวิจัยรองรับอีกจำนวนหนึ่ง แต่สำหรับการค้นพบแค่นี้ก็น่าจะ…ไม่ค่อยโอแล้ว จริงไหมครับ

3. น้ำอัดลมชนิดไม่มีน้ำตาล รบกวนการตอบสนองต่อความหวาน ของสมองและลิ้นได้

เรามาตอกย้ำเหตุผลที่จะไม่อยากให้กินน้ำอัดลมไดเอตกันไปอีกหนึ่งเหตุผลครับ มีการศึกษาในปี 2012 กับเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่เลือกดื่มน้ำอัดลมไดเอตอย่างน้อย 8 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป พบว่าสมองของนักศึกษาเหล่านี้มีการตอบสนองออกมาให้ “อยากของหวาน” มากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับนักศึกษาที่เลือกดื่มน้ำอัดลมปกติ โดยวัดจากการทำงานของคลื่นสมองเลยทีเดียว

จากทั้งสามเหตุผล ทำให้สรุปได้ว่าเราควรเลิกดื่มน้ำอัดลมไดเอตอย่างนั้นหรือ ? ก่อนอื่นผมอยากให้เลิกตัดสินว่าอาหารหรือเครื่องดื่มใดๆ ก็ตามนั้น “ดีล้นฟ้า” หรือ “แย่จมดิน” ครับ การเลือกดื่มน้ำอัดลมไดเอตดีในแง่ที่ควบคุมการบริโภคน้ำตาลได้ แต่ก็ไม่ควรหลงกลไปรับประทานอาหารเพิ่มขึ้นตาม หากอยากของหวานๆ ก็ให้มองหาผลไม้สดก่อนน้ำอัดลมเหล่านี้ ในบางครั้งที่เราได้น้ำอัดลมปกติมาบริโภค ก็ดื่มได้ไม่ต้องเครียด แต่ระวังเรื่องปริมาณไม่มากเกินไปก็พอแล้ว

            ทั้งสามเหตุผลตัวแม่ที่ยกมานั้น เป็นการเตือนผู้ที่ชอบดื่มน้ำอัดลมไดเอตต่างน้ำ หรือนึกได้ก็ดื่มครับ ว่าควรกลับมาสายกลาง เน้นน้ำเปล่า ลดการดื่มน้ำอัดลมทุกชนิดลง ไม่ว่าจะเป็นสูตรปกติหรือไดเอตก็ตาม เท่านี้สุขภาพเราก็ดีขึ้นได้ ไม่ตกเป็นทาสความหวานแล้ว จริงไหมครับ ?

อ้างอิง

  1. Yanina Pepino, Courtney D. Tiemann, Bruce W. Patterson, Burton M. Wice, Samuel Klein, Sucralose Affects Glycemic and Hormonal Responses to an Oral Glucose Load, Diabetes Care Sep 2013, 36 (9) 2530-2535; DOI: 10.2337/dc12-2221
  2. Allison C. Sylvetsky, Yichen Jin, Elena J. Clark, Jean A. Welsh, Kristina I. Rother, Sameera A. Talegawkar, Consumption of Low-Calorie Sweeteners among Children and Adults in the United States, Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics, 2017
  3. Arshag D. Mooradian, Meridith Smith, Masaaki Tokuda, The role of artificial and natural sweeteners in reducing the consumption of table sugar: A narrative review, Clinical Nutrition ESPEN, 2017
  4. Erin Greena, Claire Murphy. Altered processing of sweet taste in the brain of diet soda drinkers. Physiology & Behavior Volume 107, Issue 4, 5 November 2012, Pages 560–567
Copyright © 2016. Whatdidsheeat?
X